สุขภาพ การดูแลสุขภาพ อาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย อาการของโรค
วัณโรค

วัณโรค คือโรคอะไร

  เป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง ที่จะสามารถแพร่เชื้อสู่คนรอบข้างได้ โดยจะแพร่ และตัวกลางเป็นการไอ และมีฝอยน้ำลายกระเด็นไปโดนผู้อื่น หรือการจาม ก็ติดต่อได้เช่นกัน โดยจะแบ่งเป็นสองประเภทคือ วัณโรค แฝง แบบนี้จะไม่แสดงอาการและ จะไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้คนรอบข้าง และอีกแบบนึงคือแสดงอาการ ซึ่งทำให้มีอาการเจ็บปวด ไอหนักมาก และสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้คนรอบข้างได้

วัณโรค มีอาการอย่างไร

วัณโรค

    ทุกคนเคยได้ยินหรือไม่ว่า ใครที่ไอหนักๆ เราจะไม่อยากจะเข้าใกล้ เพราะเสี่ยงในการเป็นวัณโรค ซึ่งมันคือเรื่องจริง บางคนอาจจะไม่ได้เสี่ยง แต่ให้เราระมัดระวังตัวเองไว้ก่อน สำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการไอเรื้อรังที่ติดต่อกันนานถึง 3 ถึง 4 สัปดาห์

หรือว่าอาจจะมากกว่านั้น และเมื่อเวลาไอ หรือว่าขับเสมหะออกมา จะมีเลือดออกมาด้วย ในปริมาณมาก และถ้าหากคุณกำลังสงสัยว่า ตนเองเป็นหรือไม่ให้ สังเกตดูว่าในช่วงเวลาที่ไอออกมา มีอาการเจ็บหน้าอก และหายใจติดขัดหรือไม่ 

    ถ้าหากว่ามีอาการไอ มีไข้ รู้สึกหนาวติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงมาก ที่จะเป็นวัณโรค และที่สำคัญโรคนี้ จะทำให้เรานั้นไม่อยากทานอาหาร รู้สึกเบื่ออาหารไปได้เลย ไม่ใช่ว่าจะเป็นได้เฉพาะในบริเวณปอดเท่านั้น แต่ในช่วงสมอง กระดูกสันหลัง ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน เพราะหลายคนคิดว่า การไอมาจากการที่ปอดของเราอักเสบ แต่ถ้าหากว่าเชื้อลงไปสู่ไต อาจจะมีเลือดปนออกมา ในขณะที่เราปัสสาวะ     

วัณโรค

วัณโรคมีสาเหตุมาจากอะไร

     สำหรับวัณโรค จะมีสาเหตุมาจาก การที่เรานั้นติดเชื้อ Mycobacterium tuberculosis อาจจะมาจากละอองฝอยในอากาศ ที่มาจากผู้อื่น คนใกล้ชิด ยิ่งถ้าหากว่าเราเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคเอดส์ ก็จะได้รับเชื้อมา และเป็นง่ายกว่าคนปกติ 

วัณโรค

     และปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค คือ ถ้าหากว่าทุกคนติดสารเสพติด สูบบุหรี่ ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล ที่มีผู้ป่วย วัณโรค ก็อาจจะเสี่ยงเยอะ ส่วนใหญ่แล้ววิธีการรักษา แพทย์จะให้ยา ขั้นตอนแรกจะต้องมีการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นก่อน เช่น การเอ็กซเรย์ ตรวจเลือด

ตรวจเสมหะ ถ้าใครที่ไม่อยากเป็น ควรที่จะป้องกันตนเอง โดยออกกำลังกายเป็นประจำ ถ้าออกไปด้านนอก ที่สาธารณะ ควรที่จะสวมหน้ากากอนามัย ฉีดวัคซีนให้ครบทุกเข็ม  และไม่ควรพลาด slot itp เกมสล็อตอันดับ 1 ของประเทศ เล่นง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้รางวัลสูง

ติดตามบทความสุขภาพ ง่ายๆได้ที่นี่

อาหารสายยาง

อาหารสายยาง มีประโยชน์หรือไม่

  ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่จะต้องรับประทาน อาหารสายยาง  คือผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่สามารถขยับร่างกาย รวมถึงไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ ซึ่งมันก็จะส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ระบบดูดซึม แต่มีประโยชน์อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะนำผักผลไม้ เนื้อสัตว์มาปั่นรวมกัน ให้เป็นของเหลว

แต่เนื่องด้วยยังมีสารอาหารที่ครบอยู่ จึงทำให้ผู้ที่รับประทานได้ประโยชน์ไปเต็มๆ แต่ในเรื่องรสชาติ อาจจะไม่ได้อร่อยมากเท่าไหร่ เนื่องจากว่าเอาทั้งของหวาน และของคาวมารวมกัน แต่อย่างไรแล้วผู้ป่วยก็ไม่ได้รับรสชาติอยู่ดี เนื่องจากอาหารก็จะส่งผ่านสายยางลงไปในร่างกายของเรา

อาหารสายยาง อันตรายหรือไม่

อาหารสายยาง

     ใครๆ อาจจะคิดว่า การทานอาหารสายยาง คือสิ่งที่สบายมากๆ เพียงแค่ปล่อยให้อาหาร ไหลลงเข้าสู่ร่างกาย โดยที่ตนเองไม่ต้องเคี้ยว แต่มันมีอันตรายแอบแฝงอยู่ เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ในช่วงที่อาหารกำลังไหลลงไปในลำคอของเรา ถ้าหากว่าอาหารไหลแรงจนเกินไป หรืออาหารมีรสชาติที่จัดจนเกินไป อาจจะส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดการสำลักอาหารได้

รวมถึงถ้าหากว่าปั่นอาหารไม่ละเอียดพอ ก็อาจจะทำให้เศษอาหารไปติดค้างอยู่ในบริเวณลำคอ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ และส่งผลให้เสียชีวิตได้ ในระหว่างการให้อาหารสายยาง ต้องคอยสังเกตสายยางให้ดี ห้ามให้หลุดออกนอกกระเพาะเด็ดขาด เพราะว่าถ้าหลุดออกไป อาจจะทำให้อาหารเข้าไปยังหลอดลม

 อาหารสายยางมีวิธีการให้อย่างไร

อาหารสายยาง

     หลักๆ แล้ว จะแบ่งเป็นสามแบบ ก็คือการให้ทางจมูก เหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะสั้น และแบบที่สองคือการให้ทางปาก วิธีนี้จะทำการเชื่อมต่อสายยาง เข้าไปยังกระเพาะอาหารโดยตรง และแบบที่สามคือ การให้อาหารทางหน้าท้อง จะต้องมีการเจาะหน้าท้องเข้าไป เพื่อที่จะเชื่อมสายยางเข้าไปยังกระเพาะอาหาร ซึ่งสำหรับวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่พักฟื้นนานๆ มาดูกันดีกว่าว่า ถ้าหากว่าเรามีญาติเป็นผู้ป่วย ที่ต้องให้อาหารสายยาง หรือตัวเราเองที่เป็นผู้ป่วย

เค้าจะมีวิธีการให้อย่างไรในขั้นตอนแรกคือ การเตรียมอาหาร ซึ่งอาหารต้องครบห้าหมู่ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน เกลือแร่ ไขมัน วิตามิน หลังจากนั้นให้จัดท่านอน ให้ผู้ป่วยอยู่ประมาณ 45 องศา อย่าลืมว่าทุกขั้นตอนที่จัดเตรียม จะต้องสะอาดทั้งหมด

อาหารสายยาง

ก่อนที่จะให้อาหารสายยาง ควรที่จะดูดเสมหะที่อยู่ในคอ หลอดลมออกไปให้หมด เนื่องจากว่าป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบ ในขณะที่ให้อาหารสายยาง ควรที่จะยกหัวให้สูงกว่าผู้ป่วย 1 ฟุต และค่อยๆ ปล่อยให้อาหารไหลลงไปช้าๆ

ถ้าเร็วอาจจะมีการอาเจียน คลื่นไส้ ก่อนที่อาหารจะหมด ให้ทำการเติมน้ำเข้าไปด้วย เพื่อที่จะไปล้างสายยาง ไม่ให้มีเศษอาหารติดอยู่ และขอแนะนำ โจ๊กเกอร์สล็อต เกมสล็อตที่ดีที่สุด เล่นง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้รางวัลมากมาย

ติดตามบทความสุขภาพ ง่ายๆได้ที่นี่

ภาวะไอกรน

โรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ ภาวะไอกรน เสี่ยงต่อการเกิดอาการแทรกซ้อน อันตรายถึงชีวิต

ภาวะไอกรน เป็นความผิดปกติของโรคติดต่อที่เกิดขึ้นมาในระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หลังจากที่ติดเชื้อมาในระยะแรกแล้ว จะมีอาการคล้ายกับเป็นหวัด ไอ น้ำมูกไหล และอาการอื่น ๆ ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมา ทั้งนี้สามารถไอได้ต่อเนื่องและรุนแรงมาก จนมีเสียงที่ผิดปกติไปจากเดิม มีเสียงไอวู้ป สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนได้ ทั้งนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน จนทำให้อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุด 

อาการและสาเหตุของ ภาวะไอกรน

 ภาวะไอกรน

อาการที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่แล้วจะแสดงอาการหลังจากที่ได้รับเชื้อมาแล้วไม่เกิน 10 วัน บางรายอาจมากกว่านี้ได้ โดยในระยะแรกจะสังเกตได้ว่ามีอาการคล้ายกับเป็นหวัด ไอเล็กน้อย น้ำมูกไหล หายใจติดขัด หยุดหายใจขณะหลับ ทั้งนี้ถ้าหากว่าขาดออกซิเจนเป็นระยะเวลานานแล้ว จะทำให้ทารกตัวเขียวได้ ในระยะเวลาประมาณ 7-14 วันต่อจากนี้ จะทำให้อาการเริ่มที่จะชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีเสมหะเหนียวข้นในคอ จะไอถี่กว่าเดิม ในอาการที่ควรพบแพทย์มีดังต่อไปนี้

 ภาวะไอกรน

มีเสียงลมหายใจที่ดังกว่าปกติ อาเจียนขณะที่ไอหรือหลังจากที่ไอแล้ว รู้สึกเหนื่อยเวลาที่ได้ไอ หน้าแดงหรือเขียวคล้ำหลังจากที่ไอแล้ว ให้รีบตรวจให้ไวที่สุดสาเหตุของภาวะนี้ เกิดจากการที่เป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ จากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า บอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส เป็นเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้น โดยเชื้อนี้จะมีการเคลื่อนผ่านไปที่สารคัดหลั่ง แล้วไปเกาะกับเซลล์ขนขึ้นในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ว่าจะเป็นจมูกหรือปากก็ตาม แล้วจากนั้นจะมีการปล่อยสารพิษออกมา จนทำให้เกิดการอาการบวมขึ้น 

 ภาวะไอกรน

ภาวะไอกรน แนวทางการรักษาและป้องกันแนวทางการรักษา จะต้องมีการดูแลแบบประคองอาการไปก่อน แล้วต้องมีการรับประทานยาปฏิชีวนะ โดยจะต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องประมาณ 14 วัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากขึ้น แนวทางการป้องกัน จะต้องมีการฉีดวัคซีน

เพื่อที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีมากยิ่งขึ้น เมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์ จะต้องพบแพทย์ให้ไวที่สุดภาวะไอกรน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นมาได้กับทุกเพศทุกวัย อยากให้รู้เท่าทันและมีการป้องกันตนเองให้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการนี้ และอย่าพลาด จีคลับ 168 เว็บพนันคุณภาพ เล่นง่าย รวยไว ปลอดภัย ให้กำไรสูง

ติดตามบทความสุขภาพ ง่ายๆได้ที่นี่